Layoff: เข้าใจความโศกเศร้าเมื่อต้องเผชิญการเลิกจ้าง

ความโศกเศร้าหลังถูกเลิกจ้าง

งานไม่ใช่แค่เงินเดือน: เข้าใจความโศกเศร้าเมื่อต้องเผชิญการเลิกจ้าง (Layoff)

การสูญเสียงานไม่ได้เป็นแค่เรื่องอาชีพหรือการเงินเท่านั้น แต่มันสามารถทำให้เรารู้สึกเหมือนสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเอง หลายคนประสบกับการเลิกจ้างเป็นการสูญเสียทางอารมณ์ลึกซึ้ง  ในบทความนี้เราจะอ้างอิงถึง 5 ขั้นของการโศกเศร้า (Five Stages of Grief) ที่จิตแพทย์ Elisabeth Kübler-Ross แนะนำ เพื่อเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังการสูญเสีย: Denial, Anger, Bargaining, Depression, Acceptance (D-A-B-D-A)

Denial: ปฏิเสธ “ไม่นะ นี่ไม่เกิดขึ้นจริงใช่ไหม?”

ปฏิกิริยาแรกหลังสูญเสียงานมักเป็นการปฏิเสธ เราอาจไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง งานไม่ได้ให้แค่เงินเดือน แต่ยังให้โครงสร้างชีวิต ตัวตน และเป้าหมาย เมื่อมันหายไป บางครั้งเราจึงพยายามหลีกเลี่ยงหรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การปฏิเสธทำหน้าที่เหมือนเกราะชั่วคราว เพื่อปกป้องเราจากความช็อก

Anger: โกรธ “ทำไมต้องเป็นฉัน?”

เมื่อความช็อกเริ่มคลายลง ความโกรธมักเข้ามาแทน คนเราอาจโกรธนายจ้าง สภาพเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งตัวเอง บางครั้งโทษคนอื่น บางครั้งโทษตัวเอง การถูกเลิกจ้างอาจรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่อุทิศตัวทำงานมาหลายปี แม้จะได้รับเงินชดเชยที่ดี ก็ไม่สามารถลบความเจ็บปวดที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าได้ และในหลายวัฒนธรรม การสูญเสียงานอาจสร้างความอับอาย ทำให้ยากที่จะพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อน  – การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ก็ทำให้การเลิกจ้างเกิดขึ้นแบบฉับพลันและเย็นชา เพิ่มความหงุดหงิดและความไม่เข้าใจ

Bargaining: ต่อรอง “ถ้าอย่างนั้น….”

ในขั้นนี้ คนมักพยายามหาคำตอบให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น “ถ้าฉันทำมากกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้น?” หรือ “ถ้าฉันเลือกงานอื่นจะเป็นยังไง?” บางคนรีบหางานใหม่หรือหากิจกรรมอื่นทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ก็อาจทำให้การฟื้นตัวล่าช้า คำถามเรื่องคุณค่าของตัวเองและตัวตนมักเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการทำงานเคยเป็นส่วนสำคัญของชีวิต

Depression: เศร้า “นี่เหมือนจุดจบเลย”

ขั้นนี้มักเต็มไปด้วยความเศร้า เหนื่อยล้า และความเหงา การสูญเสียงานอาจทำให้รู้สึกท่วมท้น โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการดูแลครอบครัว แม้มีเงินชดเชย แต่ความเครียดทางอารมณ์มักยังอยู่ ความรู้สึกผิดหรืออับอายเป็นเรื่องธรรมดา และบางคนอาจปกปิดการถูกเลิกจ้างจากครอบครัว ซึ่งยิ่งทำให้ความเหงาโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้น  เมื่อไม่มีตารางชีวิตประจำวันและกลุ่มสังคมที่เคยมี แรงจูงใจและการดูแลตัวเองมักลดลง ทำให้ขั้นนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากมาก

Acceptance: ยอมรับ “นี่คือบทใหม่”

การยอมรับไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและเริ่มก้าวต่อไป หลายคนเริ่มสร้างชีวิตใหม่ เชื่อมต่อกับสิ่งที่สำคัญ และสร้างกิจวัตรใหม่ หรือหาการสนับสนุนจากเพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญ

จุดสำคัญ:

การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น การให้คำปรึกษา หรือ พบนักจิตบำบัด สามารถสร้างความแตกต่างได้ มันให้พื้นที่ปลอดภัยในการประมวลผลอารมณ์และสร้างกลยุทธ์การรับมือ ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างสุขภาพดี

ข้อคิด:

การสูญเสียงานไม่ใช่แค่เหตุการณ์ทางธุรกิจ แต่มันคือประสบการณ์ของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ การใช้โมเดล D-A-B-D-A ช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ว่าเป็นธรรมชาติและปกติ  ถ้าคุณหรือคนที่คุณรู้จักกำลังผ่านช่วงนี้ จำไว้ว่า: คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณยังมีคุณค่าเหนือกว่าตำแหน่งงานใด ๆ และการฟื้นตัวต้องใช้เวลา  อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็นนะคะ

ดร. เสาวณีย์ (Bigg) นพปราชญ์, นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา, PSI Bangkok